วันจันทร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2559

ตอนที่ 3: สิ่งก่อสร้าง "มหาธรรมกายเจดีย์" ที่คนทั่วไปชอบล้อเลียนว่าเหมือน "จานบิน"

ก่อนอื่นต้องขอบอกกล่าวว่า วัดพระธรรมกายไม่ได้สร้างจานบิน หรือมีความประสงค์ในการสร้างเจดีย์ให้ผิดเพี้ยนไปจากความเชื่อทางพุทธศาสนา หากเราย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในอินเดีย เราจะพบว่ามีการสร้างสถูปสาญจีขึ้นเป็นลักษณะทรงกลมขึ้นมาก่อน ดังนั้นวัดฯ จึงไม่ใช่องค์กรแรกๆ ที่เริ่มต้นแนวคิดนี้

คนที่ทำงานด้านการออกแบบสถาปัตย์และวิศวกรรม ก็จะทราบปรัชญาพื้นฐานการออกแบบดีกว่า วัตถุทรงกลม คือรูปแบบที่ "ไร้กาลเวลา" ซึ่งมีความหมายถึง "ความเป็นอมตะ" แห่งการออกแบบนั่นเอง จึงถือเป็นเกียรติสูงสุดที่ใช้สิ่งก่อสร้างรูปทรงกลมแทนที่สัญลักษณ์คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งคำสอนของพระองค์ท่าน เป็นอมตะวาจา ที่ประยุกต์ใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย



ภาพสถูปสาญจี ในเขต Raisen ของรัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย
อ้างอิงการการใช้ภาพจาก Maps Of India

สถูปสาญจี
 (อังกฤษ: Sanchi) คำว่า สาญจี คือ ชื่อหมู่บ้านเล็กๆ ในเขต Raisen ของรัฐมัธยประเทศ ประเทศอินเดีย ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ 46 กิโลเมตร จากเมือง Bhopal และ 10 กิโลเมตรจากเมือง Vidisha ในส่วนกลางของรัฐมัธยประเทศ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานทางพระพุทธศาสนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 ถึงพุทธศตวรรษที่ 12 และเป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญในการแสวงบุญของชาวพุทธในดินแดนพุทธภูมิ
มหาสถูปสาญจี คือ โครงสร้างหินเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งสร้างโดยคำสั่งของพระเจ้าอโศกมหาราช ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 3 แกนกลางของสถูป คือ โครงสร้างอิฐรูปครึ่งวงกลมที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า ด้านบนของสถูปปัก ฉัตรวลี (ร่มหลายชั้นที่ปักอยู่บนยอดสถูป) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความสำคัญของสถูปนี้ สถูปแห่งนี้จึงสร้างขึ้นเพื่อเป็นการให้เกียรติและที่เก็บรักษาพระบรมสารีริกธาตุ ซุ้มประตูทั้ง 4 ด้านแกะสลักและตกแต่งอย่างหรูหรา และมีราวระเบียงล้อมรอบทั้งสถูป (อ้างอิงข้อมูลจาก https://th.wikipedia.org/wiki/สถูปสาญจี)


แนวคิดเริ่มต้นในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์


ภาพมหาธรรมกายเจดีย์ ในวันมาฆบูชาในทุกๆ ปี
จะมีการจุดโคมมาฆประทีบเพื่อระลึกนึกถึง
พระมหากรุณาธิคุณอันไม่มีประมาณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

พระราชภาวนาวิสุทธิ์(หลวงพ่อธัมมชโย) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย มีดำริที่จะสร้างพระเจดีย์อันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ชาวโลกทั้งหลายได้เดินทางมาสักการบูชาอันจะเป็นที่มาแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อศึกษาวิชชาธรรมกาย เมื่อชาวโลกได้ศึกษาและเข้าถึงวิชชาธรรมกาย เมื่อนั้นสันติสุขอันไพบูลย์จะบังเกิดขึ้นอย่างแท้จริงแก่มวลมนุษยชาติไปตราบนานแสนนาน

หลวงพ่อธัมมชโยทั้งคิดและค้นหาเป็นเวลานานว่า พระเจดีย์ที่จะสร้างควรมีรูปแบบอย่างไร ซึ่งในที่สุดได้พบว่า ควรจะมีรูปทรงที่ประมวลความเป็น

  • พุทธรัตนะ
  • ธรรมรัตนะ และ
  • สังฆรัตนะ

ซึ่งรวมไว้ด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้น จึงมีส่วนยอดเป็นรูปทรงกลม มีฐานได้ ทรงกลมเป็นชั้นๆ และมีฐานวงแหวนขนาดใหญ่รายรอบอีก 2 ชั้น และให้ชื่อว่า"ธรรมกายเจดีย์"

เหตุที่ชื่อ "ธรรมกายเจดีย์" เพราะเป็นเจดีย์ที่ประดิษฐาน พระธรรมกายประจำตัวของพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนนับล้านองค์อยู่รายรอบองค์เจดีย์ ทั้งด้านนอกและด้านในธรรมกายเจดีย์แห่งนี้จะเป็นที่เคารพสักการบูชาของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เมื่อบุคคลใดได้ยินคำว่า "ธรรมกายเจดีย์" และเห็นภาพ "ธรรมกายเจดีย์" ย่อมจะตรึกระลึกนึกถึงการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงพระธรรมกายภายในตัว อันจะเป็นที่พึ่งที่ระลึกถาวรติดตัวไปตราบเข้าสู่พระนิพพาน

ทำไมต้องสร้างมหาธรรมกายเจดีย์?


พิธีอันเชิญพระบรมพุทธเจ้าประดิษฐานลงบนโดม
ณ แกนกลาง มหาธรรมกายเจดีย์
วันมาฆบูชา 11 กุมภาพันธ์ 2541
ในวันนั้นมีผุ้มาร่วมในพิธีประมาณ 250,000 คน
ก่อนอื่นเราคงจะมาดูวัตถุประสงค์ของการสร้างเสียก่อน โดยวัตถุประสงค์ในการสร้างมหาธรรมกายเจดีย์นั้น มีอยู่ด้วยกันหลักๆ 5 ข้อดังนี้


  1. เพื่อเป็นศูนย์รวมใจของชาวพุทธทั่วโลก
  2. เพื่อยกย่องบูชาและเชิดชูพระพุทธศาสนาให้สูงเด่น
  3. เพื่อถ่ายท่อดความสมบูรณ์แห่งพระรัตนตรัย ให้ออกมาใน ลักษณะของรูปธรรม
  4. เพื่อเป็นสถานที่เผยแผ่พระสัทธรรมและวิธีปฏิบัติธรรมของ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่ออนุชนรุ่นหลัง
  5. เพื่อเป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวโลก 


กำหนดการก่อสร้าง(เดิม): เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ. 2538 ถึงปีพ.ศ. 2541
เมื่อทราบวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างไปแล้ว ถัดไปผมขออนุญาตนำบทความ "ความสำคัญของธรรมกายเจดีย์ต่อชาวพุทธทั่วโลก" ที่เขียนโดยพระภาวนาวิริรยคุณ (รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย) มาประกอบเหตุผลการสร้างธรรมกายเจดีย์ ซึ่งท่านเขียนไว้ได้อย่างน่าสนใจทีเดียว (ส่วนคนที่สงสัยในวิธีการสร้างธรรมกายเจดีย์ ให้คลิ้กที่หัวข้อ "รายละเอียดการก่อสร้าง")

เรื่องย่อ ความสำคัญของธรรมกายเจดีย์ต่อชาวพุทธทั่วโลก ในบทความนี้จะยกตัวอย่างถึงปูชนียสถานใหญ่ๆ ในประเทศจีนและอินโดนีเซีย กล่าวถึงภาพรวมๆ ของพระพุทธศาสนาในอดีตซึ่งสะท้อนให้เราเห็นว่า การสร้างปูชนียสถานในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ใหญ่ๆ วัดใหญ่ๆ หรือพระพุทธรูปใหญ่ๆ ว่ามีความสำคัญอย่างไร 
สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอนาคตทั้งสิ้น ซึ่งบรรพบุรุพของชนชาติเหล่านี้ (รวมถึงไทย) ได้สร้างถาวรวัตถุขึ้นมาเพื่อใช้ยกระดับจิตใจผู้คนขึ้นมา โดยใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม ใช้ฝึกอบรมคนให้รู้จักธรรมะและรักษาศีล เขาเหล่านั้นต่างก็ได้สร้างให้เหมาะสมกับขนาดและกำลังทรัพย์ที่ผู้สร้างได้ศรัทธา ณ ขณะนั้น 
ในช่วงท้ายบทความได้ทิ้งแง่คิดไว้ว่า ปูชนียสถานของชาวพุทธในระดับประเทศและระดับโลกนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีใครเคยทำได้ และธรรมกายเจดีย์ที่พวกเรากำลังช่วยกันสร้างอยู่ในขณะนี้ ..คือคำตอบที่ชาวพุทธทั่วโลกกำลังรอคอย


ความสำคัญของธรรมกายเจดีย์ต่อชาวพุทธทั่วโลก

โดย พระภาวนาวิริยคุณ (รองเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย)

หลวงพ่อได้มีโอกาสไปเยี่ยมวัดใหญ่ๆ ในประเทศจีนมาหลายแห่ง เมื่อไปแล้วทำให้เกิดแรงบันดาลใจว่า กลับมาประเทศไทยแล้วจะต้องหาทางเร่งสร้างธรรมกายเจดีย์ให้เสร็จขึ้นมาเร็วๆ ให้ได้ สาเหตุที่คิดอย่างนั้นก็เพราะว่าได้ไปเห็นประเทศจีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างมากมายมหาศาล แต่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ผันผวนทางการเมือง ประเทศจีนเข้าสู่ระบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ ยุคนั้นฆ่ากันตายหมดไปประมาณสิบกว่าล้านคนนี่ถ้าประเทศอื่นฆ่ากันตายสักสิบล้านคนคงจะสูญชาติ แล้วศาสนาประจำชาติก็คงจะสูญไปด้วย แต่จีนตายไปสิบกว่าล้านคนยังไม่ถึงกับสูญชาติ เพราะเขามีคนมาก แต่ว่าสิ่งที่น่าคิดก็คือ

จากการที่บรรพบุรุณของชาวจีนในอดีต เคยสร้างวัดใหญ่ๆ เคยสร้างเจดีย์ใหญ่ๆ เคยสร้างสถานที่รวมใจชาวพุทธเอาไว้ เช่น พระพุทธรูป ซึ่งสร้างโดยวิธีแกะสลักลงไปบนภูเขา หน้าตักพระพุทธรูปบางองค์กว้างถึง ๗๐-๘๐ มตร หรือเกือบร้อยเมตร เขาทำไว้ตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด พอมาถึงยุคนี้ หลวงจีนที่มีชิวิตหลงเหลืออยู่เริ่มกลับเข้าไปบูรณะวัดวาอารามเก่าๆ รัฐบาลจีนเองก็ได้คิดว่า ที่ตัวไปเป็นคอมมิวนิสต์แล้วทำลายพระพุทธศาสนาไปน่ะมันผิด ตอนนี้ก็กลับมาตั้งใจบำรุงพระพุทธศาสนาใหม่ โดยอาศัยหลักฐานความรุ่งเรืองทางพระพุทธศาสนาที่เคยมีอยู่ จากการที่ปู่ย่าตาทวดของชาวจีนได้สร้างสิ่งสำคัญๆ ในพระพุทธศาสนาเอาไว้ให้นั่นเอง

พระพุทธรูปวัดเฟิงเสียน (FENGHSIEN) ที่แกะสลักจากภูเขาทั้งลูก อยู่ในมณฑลเหอน๋าน (Honan)
สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ. 494) เฉพาะองค์พระพุทธเจ้า(ตรงกลาง) มีความสูงถึง 85 ฟุต
ขนาดภาพทั้งหมดที่คุณเห็นจะมีขนาดกว้างราว 500 ฟุต ใช้เวลาสร้างราว 200 ปี
(สร้างเสร็จในปีพ.ศ. 676) นี่คือตัวอย่างแห่งความยิ่งใหญ่ที่หนึ่งของพุทธสถาน
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความศรัทธาต่อชาวจีนที่นับถือศาสนาพุทธในอดีต


ประเทศไทยเราไม่เคยเจอภัยสงครามหรือภัยการเมืองอย่างนั้น เราเลยไม่รู้สึกว่าพระพุทธศาสนาสำคัญอย่างไร เราไม่รู้หรอกว่าการที่มีศาสนสถาน ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ใหญ่ๆ วัดใหญ่ๆ พระพุทธรูปใหญ่ๆ ก็ตาม ล้วนมีอิทธิพลต่อจิตใจของคนในแผ่นดินอย่างไร แม้ห้าสิบปีที่ผ่านมา ประเทศจีนเป็นคอมมิวนิสต์ห้ามประชาชนนับถือพระพุทธศาสนาหรือศาสนาใดๆ ทั้งหมด แต่ว่าเนื่องจากเขาสร้างเจดีย์ใหญ่ๆ เขาสลักพระพุทธรูปใหญ่ๆ เอาไว้ที่ภูเขาริมแม่น้ำ ทั้งๆ ที่ห้ามนับถือพระพุทธศาสนา แต่พอประชาชนนั่งเรือผ่านไปเขาก็หันซ้ายหันขวาถ้าไม่มีคนของราชการ เขาก็กราบพระกัน แต่พอเห็นคนในเครื่องแบบ ข้าราชการ เช่น ตำรวจ ทหาร ก็นั่งตัวตรงทำไม่รู้ไม่ชี้ต่อไป

การที่ปู่ย่าตาทวดของชาวจีน ได้สร้างสิ่งสำคัญทางพระพุทธศาสนาเอาไว้อย่างนี้ แม้จะมีภัยทางการเมืองบีบคั้น แต่ในที่สุดเขาก็สามารถที่จะแก้ไขกลับคืนมาได้ จนกระทั่งขณะนี้เข้าสู่ยุคช่วยกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในเมืองจีนกันใหม่อีกแล้วนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

อีกตัวอย่างหนึ่ง เราคงจะเคยได้ยินว่า ในประเทศอินโดนีเซีย มีเจดีย์ในพระพุทธศาสนาอยู่องค์หนึ่ง เรียกกันว่า "บูโรบูโด" หรือบรมพุทโธ พระเจดีย์แห่งนี้เป็นเจดีย์ที่ใหญ่มาก ถือ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกแห่งหนึ่ง


"บูโรบูโด"(ฺBarabudur) หรือ "บุโรพุทโธ" ตามชื่อเรียกไทย ในศูนย์กลางของจาวา ประเทศอินโดนิเซีย
ตั้งอยู่ในภาคกลางของเกาะชวา ห่างจากยอกยาการ์ตาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือราว 40 กม.
สร้างขึ้นมระหว่างปี พ.ศ. 1293 - 1393 โดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์ไศเลนทร์  อ่านรายละเอียดต่อ
เมื่อประมาณ ๘๐๐ ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ประเทศอินโดนีเซียเคยเป็นประเทศนับถือพระพุทธศาสนา แต่แพ้ภัยการเมือง แพ้ภัยสงครามเนื่องจากชาวอิสลามจากอินเดียได้บุกเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียเข้าไปทำลายพระพุทธศาสนาที่นั่น รวมทั้งบรมพุทโธก็ถูกทำลายเสียหายไปเหมือนกัน แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เนื่องจากเป็นพระเจดีย์ใหญ่ ใหญ่กว่าพระปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐมหลายสิบเท่า เพราะฉะนั้นแม้จะถูกทำลาย แต่ก็ยังมีพระพุทธรูปเหลืออยู่อีกจำนวนมากภาพสลักพุทธประวัติรอบพระเจดีย์ยังมีอีกมาก ทำให้เห็นร่องรอยของความเจริญทางพระพุทธศาสนาในอินโดนีเซียในยุคสมัยนั้นได้อย่างชัดเจน นี้คือความน่าอัศจรรย์ของการสร้างพระเจดีย์ใหญ่ๆ ไว้ในอดีต

ปัจจุบันได้มีการบูรณะพระเจดีย์องค์นี้กลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง ด้วยความร่วมมือของหลายๆ ฝ่าย และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจก็คือ ทั้งๆ ที่อินโดนีเซียในปัจจุบันกลายเป็นเมืองอิสลามไปเรียบร้อยแล้ว แต่ขณะนี้ชาวพุทธก็สามารถรวมตัวกันใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยถือเอาพระเจดีย์บรมพุทโธนี้เป็นศูนย์กลาง เมื่อถึงวันวิสาขบูชาพระภิกษุทั่วประเทศรวมทั้งพุทธศาสนิกชนในอินโดนีเซีย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะเดินทางหลั่งไหลกันมาที่พระเจดีย์บรมพุทโธนี้ เพื่อร่วมกันประกอบพิธีบูชาพระรัตนตรัย บูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมๆ กัน จนถึงขนาดที่ว่า ทางรัฐบาลต้องประกาศให้วันวิสาขบูชาเป็นวันหยุดประจำชาติวันหนึ่ง จึงถือได้ว่า พระเจดีย์บรมพุทโธนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ชาวพุทธในอินโดนีเซียมารวมตัวกันใหม่ได้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่พระพุทธศาสนาในประเทศอินโดนีเซีย

นี่ถ้าในสมัยปู่ย่าตาทวดเขาไม่มีวิริยะอุตสาหะสร้างพระเจดีย์บรมพุทโธไว้ในแผ่นดิน ชาวอินโดนีเซียปัจจุบันจะไม่รู้เลยว่า ครั้งหนึ่งในอดีตบรรพบุรุษของเขาเองเป็นชาวพุทธ แต่เนื่องจากปู่ย่าตาทวดได้สร้างสิ่งนี้เอาไว้ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้ชาวอินโดนีเซียจึงตื่นตัวกลับมาช่วยกันฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในประเทศของเขาอีกครั้งหนึ่ง 

ตรงกันข้าม ในประเทศมาเลเซีย เพื่อนบ้านใกล้ชิดของเราซึ่งแต่เดิมก็เป็นเมืองพุทธเช่นเดียวกับเรา หลักฐานทางประวัติศาสตร์บ่งชัดว่าแต่เดิมประเทศมาเลเซียนับถือพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกับประเทศไทย แต่ถูกภัยทางศาสนาคุกคามเขาก็เลยกลายเป็นประเทศอิสลามไป และเนื่องจากชาวพุทธในมาเลเซียไม่ได้สร้างสถานที่สำคัญๆ เอาไว้เหมือนกับประเทศจีนหรืออินโดนีเซีย เพราะฉะนั้นจนบัดนี้แล้วการรวมกันเพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในมาเลเซีย จึงยังไม่สามารถทำได้ดีเท่าในสองประเทศที่กล่าวมา 

นี่คือภาพรวมๆ ของพระพุทธศาสนาในอดีต ซึ่งสะท้อนให้เราเห็นว่า การสร้างปูชนียสถานในพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นเจดีย์ใหญ่ๆ วัดใหญ่ๆ หรือพระพุทธรูปใหญ่ๆ สิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาและการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในอนาคตทั้งสิ้น 

คราวนี้ถ้าเราจะถามต่อไปว่า เมื่อรุ่นปู่ย่าตาทวดของคนจีนที่สร้างพระพุทธรูปหน้าตักเกือบร้อยเมตร หรือประเทศอินโดนีเซียที่เขาสร้างพระเจดีย์บรมพุทโธ รวมจนกระทั่งในประเทศอินเดีย เขาสร้างมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งมีพื้นที่คลุมเป็นจังหวัดๆ เพราะเขาเคยมีพระเป็นจำนวนหมื่นๆ รูปมาก่อน เขาสร้างสิ่งเหล่านี้กันขึ้นมาอย่างใหญ่โต


นี่เขามีข้อคิดอะไรหรือ...
รวยมากนักหรือ...
หรือไม่มีอะไรจะทำ...
เลยไปสร้างเอาไว้เปล่า...


ไม่ใช่เพราะรวยมากหรอก แต่ว่าใครก็ตาม เมื่อได้ศึกษาธรรมะกันมากเข้าๆ จะเกิดข้อคิดเหมือนๆ กันอยู่ข้อหนึ่งว่า คนเรานี่นะไม่ว่าคนชาติไหนศาสนาไหน ตื่นเช้าขึ้นมาก็ทำมาหากิน แล้วตลอดวันก็ดิ้นรนต่อสู้กันไป แข่งขันกันประกอบอาชีพกันไป มีการดำเนินชีวิตที่วนเวียนอยู่อย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย


ภาพถ่ายระยะใกล้บนบริเวณโดมยอดบนของ
มหาธรรมกายเจดีย์ ซึ่งจะเห็นได้ว่า
มีการประดิษฐานพระธรรมกายประจำตัว เรียกรายกันขึ้นไป

พอเห็นอย่างนี้ก็นึกเปรียบเทียบว่า แล้วเรานี่มันจะต่างกับสัตว์โลกชนิดอื่นอย่างไร หมูหมากาไก่ ข้างม้าวัวควาย เช้ามันก็ต้องออกหากินแล้วตกเย็นมันก็กลับรังนอน วงจรชีวิตของสัตว์เหล่านี้เป็นอย่างนี้ตลอดตั้งแต่เกิดจนตาย แล้วถ้าชีวิตของคนเรายังออกหากินตอนเช้าแล้วกลับบ้านตอนเย็น เป็นอยู่เช่นนี้ โดยไม่คิดที่ยกใจตัวเองให้สูงขึ้นมา ชีวิตคนจะไม่ต่างจากชีวิตสัตว์เลย เพราะฉะนั้นชาวพุทธพอพิจารณาเรื่องนี้แล้วก็จะเห็น เหมือนๆ กันว่า มันถึงเวลาของเราแล้ว นอกจากทำมาหากินแล้ว ยังต้องหาทางยกใจให้นึกถึงบุญ ยกใจให้พ้นบาป คือนึกถึง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า นึกถึงพระธรรม นึกถึงพระสงฆ์ นี่สำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าถึงธรรมะในตัว อย่างน้อยก็ต้องนึกถึงสิ่งเหล่านี้ แล้วจะทำให้ใจของเขาสูงขึ้นมา

เมื่อปูย่าตาทวดของชาวพุทธมีความคิดที่แตกต่างออกจากชาวโลกทั้งหลายว่า ไม่ใช่เอาแต่ทำมาหากินอย่างเดียว แต่ต้องหาทางยกใจให้สูงขึ้น ยกใจให้พ้นจากบาปให้มาเกาะเรื่องบุญแทนอย่างนี้ ท่านจึงได้ศึกษาค้นคว้าธรรมะ แล้วก็ตั้งใจปฏิบัติธรรมกันจริงๆ จังๆ แต่ถ้าทำเพียงลำพังก็เอาตัวรอดได้เฉพาะตัวเอง ส่วนสมาชิกในครอบครัวหลายๆ คน อาจจะตามนึกตามคิดถึงคุณธรรมความดีเหล่านี้ยังไม่ได้ ดังนั้นห้องพระก็เกิดขึ้นในบ้าน ในแต่ละวันผู้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัวก็นำสวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน เช้าขึ้นมาก็สวดมนต์ไหว้พระกัน บูชาข้าวพระกันเสร็จ แล้วใครจะไปทำงานทำการอะไรก็ทำกันไป

เมื่อทำกันอย่างนี้ทั้งครอบครัว ใจก็เป็นบุญเป็นกุศลกันทั้งครอบครัว ทีนี้ถ้าจะให้ใจเป็นบุญเป็นกุศลกันทั้งหมู่บ้านทั้งตำบล ปู่ย่าตาทวดก็เลยสร้างวัดกันขึ้นมา เป็นวัดสำหรับหมู่บ้าน วัดสำหรับตำบล พระเจดีย์สำหรับหมู่บ้าน พระเจดีย์สำหรับตำบลก็ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อที่จะยกใจของคนในหมู่บ้าน ยกใจของคนในตำบลให้มายึดมั่นในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในธรรมะของพระพุทธเจ้า ในพระอรหันตเจ้าทั้งหลาย แต่ถ้าทำกันแบบตำบลมันก็ได้แบบตำบล แต่ถ้าจะทำในระดับจังหวัดก็อย่างที่เราเห็นกัน แต่ละจังหวัดก็จะมีวัดใหญ่ๆ ประจำจังหวัด แล้วก็มีการก่อสร้างโบสถ์ใหญ่ๆ มีศาลาใหญ่ๆ ไว้ประชุมคน แล้วก็มีเจดีย์ใหญ่ๆ เอาไว้ยกใจคนอีกเหมือนกัน โบราณท่านทำกันมาอย่างนี้

การที่ปู่ย่าตาทวดของเราได้เปิดแนวทางไว้ให้อย่างนี้ว่า "จะยกใจคนจำนวนมาก ก็จะต้องสร้างถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนาให้ใหญ่ขึ้นไปตามลำดับ ให้พอเหมาะพอสมกับจำนวนคนที่จะมาใช้ประโยชน์" ถ้าจะสร้างวัดหรือศาสนสถานประจำหมู่บ้าน ก็ให้โตพอเหมาะกับหมู่บ้าน ถ้าจะสร้างไว้ประจำตำบล ก็ให้โตพอเหมาะกับตำบล ถ้าจะสร้างไว้ประจำอำเภอ ก็ต้องให้โตพอเหมาะกับอำเภอ ถ้าจะสร้างไว้ประจำจังหวัด ก็ต้องให้โตให้ใหญ่พอเหมาะกับจังหวัด คราวนี้ถ้าจะสร้างให้เป็นเครื่องยกใจของคนทั้งประเทศ ยกใจของคนทั้งโลก ก็จำเป็นที่จะต้องสร้างให้ใหญ่เป็นเงาตามตัวขึ้นมา ใหญ่พอที่คนทั้งประเทศหรือชาวพุทธทั่วโลก เมื่อเห็นแล้วจะเกิดความเลื่อมใสนึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ นึกถึงพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้ นึกถึงพระอรหันต์จำนวนพัน จำนวนหมื่น จำนวนแสน จำนวนล้าน ที่บรรลุธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาได้ 

เมื่อคนหมู่มากได้มาเห็นปูชนียสถานอย่างนี้ขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูปใหญ่ๆ จะเป็นวัดใหญ่ๆ หรือจะเป็นอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เขาเหล่านั้นก็จะเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมาทันที ความคิดที่ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เข้าถึงธรรมะภายในตามพระพุทธเจ้าก็จะเกิดขึ้น และเกิดขึ้นอย่างมากมายเพียงพอที่จะลงมือศึกษาธรรมะ ลงมือให้ทาน ลงมือรักษาศีล ลงมือนั่งสมาธิอย่างจริงจังอย่างนี้จึงจะนับว่าได้ผลอย่างเต็มที่

ศาสนสถานที่กล่าวถึงเช่นนี้ ยังไม่มีปรากฏขึ้นเลยในเมืองพุทธแห่งใดในโลก แม้จะมีบรมพุทโธในอินโดนีเซีย หรือมีพระพุทธเจ้ารูปหน้าตักกว้างเกือบร้อยเมตรในประเทศจีน แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นของเก่าทรุดโทรม อยู่ในสภาพที่ต้องบูรณะซ่อมแซมของใหม่ที่จะทำให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งนับวันจะมีมากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ยังไม่มีเลย แล้วจะรอให้ชาวพุทธในประเทศไหนมาลงมือทำละ ในขณะนี้ประเทศไหนๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาก็ไม่มั่นคงเท่ากับประเทศไทย ถ้าชาวพุทธในประเทศไทยก็ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องไปหวังว่าจะให้ชาวพุทธประเทศอื่นเขาทำ เพราะความศรัทธาที่จะมาปฏิบัติธรรมอย่างเรา เขาก็ยังไม่มี ถ้าเราทำไม่ได้ ก็เท่ากับบอกว่า ชาตินี้อย่าหวังเลยว่าจะเห็นสถานที่รวมใจของชาวพุทธในโลกนี้ เมื่อไม่มีที่รวมใจ โอกาสที่จะกระตุ้นเตือนให้ชาวพุทธทั่วโลกได้ตั้งใจย้อนกลับมาประพฤติปฏิบัติธรรมอีกครั้งหนึ่ง มันก็จะหมดไปโดยปริยาย

ภาพแสดงพื้นที่โครงสร้างของมหาธรรมกายเจดีย์
คลิ้กเพื่อดูภาพที่ใหญ่ขึ้น

เพราะฉะนั้นหลวงพ่อขอฝากข้อคิดไว้กับพวกเราว่า ในการที่พวกเราได้ช่วยกันสร้างวัดพระธรรมกายมาตั้งแต่ต้น จนกระทั่งคิดสร้างพระธรรมกายเจดีย์ครั้งนี้ พวกเราไม่ได้คิดทำเพื่อคนใดคนหนึ่งเลย แต่คิดว่าจะทำให้ชาวพุทธทั่วโลกเกิดความเลื่อมใสศรัทธาที่จะมาตั้งใจปฏิบัติธรรมให้เข้าถึงธรรมตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้พ้นจากบาป จะได้พ้นจากทุกข์ จะได้บุญมากๆ ติดตัวไปก่อนที่จะลาโลก และการที่จะทำอย่างนี้ได้ ก็จะต้องมี ผู้นำบุญชักชวนคนมาช่วยกันทำงานใหญ่ มาสร้างธรรมกายเจดีย์กันในครั้งนี้

ถ้าพวกเราได้ช่วยกันสร้างธรรมกายเจดีย์ให้สำเร็จขึ้นมาได้ละก็อายุพระพุทธศาสนาก็จะยืนยาวต่อไปอีกนานแสนนาน มนุษยชาติจะมีโอกาสไปวรรค์ไปนิพพานอีกมากมาย และที่สำคัญ ตัวของเราเองจะได้มีโอกาสสร้างบุญใหญ่ เพียงแค่ใจของเรา คิดว่าเราจะสร้างธรรมกายเจดีย์ ใจก็เป็นบุญแล้ว ถ้าลงมือสร้างเองก็ดี ชักชวนคนอื่นมาร่วมสร้างก็ดี บุญของเราก็จะทับทวีขึ้นไปตามลำดับๆ บุญที่เราสร้างเอาไว้นี้ จะเป็นสมบัติติดตัวเราไปข้ามภพข้ามชาติ ใช้กันไม่รู้จบ ปิดนรกให้เราชาตินี้ได้ เปิดสวรรค์ให้เราเมื่อละโลกไปแล้วก็ได้ แม้แต่ไปพระนิพพานก็ได้ เพราะฉะนั้นหลวงพ่อก็ขอฝากความหวังในการสร้างธรรมกายเจดีย์ในครั้งนี้ไว้กับพวกเราทุกๆ คน

ขออำนาจบารมีธรรมแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ในอายตนนิพพานนับอสงไขยพระองค์ไม่ถ้วน รวมทั้ง อำนาจบารมีธรรมของพวกเราที่สั่งสมอบรมมาดีแล้ว นับด้วยร้อยชาติ พันชาติ หมื่น ชาติ แสนชาติก็ดี และบารมีธรรมอันเกิดจากความมุ่งมั่นที่จะสร้างธรรมกายเจดีย์ให้สำเร็จลุล่วงไปก็ดี ขออำนาจบารมีธรรมทั้งหลายเหล่านั้น จงประมวลรวมกันเข้าให้บังเกิดเป็นดวงบุญใสสว่างติดอยู่ที่ศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ ของเรา ให้มีอานุภาพสามารถปราบมารประหารกิเลสให้สิ้นเชื้อไม่เหลือเศษได้โดยง่าย ให้มีอานุภาพสามารถไปตามผู้มีบุญทั้งหลายมาช่วยกันสร้างธรรมกายเดจีย์ให้สำเร็จลุล่วงได้โดยเร็วพลัน ไม่ว่าเราจะชักชวนเชื้อเชิญใครมาประพฤติปฏิบัติธรรมก็ดี มาช่วยกันสร้างธรรมกายเจดีย์ก็ดี ก็ขอให้ท่านเหล่านั้นมีใจยินดีที่จะมาช่วยกันสร้าง มีใจอาจหาญร่าเริงที่จะไปช่วยบอกต่อๆ กันไป ไปช่วยกันยกใจชาวโลก ให้เข้าถึงพระนิพพานได้โดยง่ายดาย และตราบใดยังเวียนว่ายอยู่ในวัฏฏสงสาร ขออำนาจผลบุญนี้ไม่ว่าเราจะเหยียบย่างไปถึงไหน ให้เป็นที่เคารพกราบไหว้ของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลายตลอดไป และให้มีมหาสมบัติสำหรับสร้างบารมีบังเกิดขึ้นโดยง่ายไปทุกภพทุกชาติ ตราบวันเข้าสู่พระนิพพานเทอญ


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น